คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา
แม้เพียงแค่เสี้ยวเวลาหนึ่งของชีวิต
ก็แปลว่ามีชะตาที่ต้องกันแล้ว...
ทุกครั้งที่Paradoxมีเล่นคอนเสิร์ตที่สยาม ผมจะขับรถไปจอดที่สยามเซ็นเตอร์
แต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (25พ.ย.) ไม่ว่าจะด้วยสภาพรถที่ติดหนักมาก ความหิว การคำนวณค่าจอดรถผิดพลาด และอะไรอีกหลายๆอย่าง ทำให้ผมตัดสินใจนำรถไปจอดไว้ที่U-Center สามย่าน
หลังจากกินข้าวเสร็จเรียบร้อยก็คิดกันว่า จะไปสยามยังไงกันดี นั่งรถเมล์ ตุ๊กตุ๊ก หรือว่าเดินไป?
แน่นอนครับ ด้วยความงก ผมและแก้ว ตัดสินใจเดินกันดีกว่า...
เดินจากสามย่านมาถึงป้ายรถเมล์แรกริมรั้วจุฬา (ตึกนิเทศ) ผมสังเกตเห็นรถคันนึงจอดอยู่ มีคุณลุงอายุประมาณ80ปี ยืนอยู่ข้างรถในสภาพที่เหมือนถูกประตูรถหนีบหัวไว้อยู่ มือขวาจับประตูด้านใน มือซ้ายจับประตูด้านนอก ร่างกายไม่ขยับเขยื้อน โดยมีผู้คนที่นั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์หันมองกันอยู่
ผมและแก้วจึงหยุดดูสักพัก รู้สึกเหมือนลุงคนนั้นต้องการความช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถเอ่ยปากออกมาได้ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปดู จากเสียงเบาๆที่คุณลุงพยายามบอกเรา ทำให้เรารู้ว่าลุงคนนี้ต้องการที่จะปิดประตูรถ เพียงแต่สภาพของลุงที่เราสองคนเห็นคือ คนแก่ที่ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะพูด ยืน หรือเดินด้วยตัวเองด้วยซ้ำ เรื่องปิดประตูรถยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เมื่อเราถามถึงสาเหตุที่คุณลุงต้องการจะออกจากรถ ลุงคนนี้บอกกับพวกเราว่า "จะไปปัสสาวะที่ตึกนิเทศ" (แม้เสียงพูดจะแผ่วเบามาก แต่ก็ทำให้เรารู้สึกว่าคุณลุงเป็นคนที่มีการศึกษา สุภาพ และน่าจะเคยมีอาชีพเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการมาก่อน)
ในขณะเดียวกัน ผู้หญิงหนึ่งคน คาดว่าจะเป็นเด็กจุฬาฯ ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือในการพาคุณลุงออกจากรถและเดินไปห้องน้ำ ผมจึงให้น้องแก้วเฝ้ารถเอาไว้ เผื่อเจ้าของรถจะกลับมา ส่วนผมและผู้หญิงอีกคนได้ช่วยกันพยุงคุณลุงเดินขึ้นทางเท้า และพาไปห้องน้ำ
จากการคุยกันระหว่างทาง ทำให้ผมทราบว่า...คุณลุงมีสติดีมาก เพียงแต่แกเป็นอัมพฤกษ์มาได้3ปีแล้ว
แต่ที่ทำให้ผมตกใจก็คือ ลูกชายแกเป็นอาจารย์ที่มาสอนที่จุฬาฯ และทิ้งให้แกนั่งรออยู่ในรถมากว่าชั่วโมงแล้ว
คนมีการศึกษา เป็นผู้ให้ความรู้ ได้รับการยกย่องจากผู้คนมากมาย ทำไมถึงทิ้งให้พ่อตัวเองอยู่ในรถโดยไร้คนดูและ มิหนำซ้ำ แม้แต่หน้าต่างก็ไม่เปิดเอาไว้ให้พ่อตัวเองได้มีอากาศหายใจ!!
คุณลุงแกบอกว่าแกปวดปัสสาวะมาก ถ้ายังอยู่ต่อในรถคงอั้นไว้ไม่อยู่ ลูกชายเองก็ไม่รู้จะกลับมาตอนไหน เลยพยายามจะเดินไปเข้าห้องน้ำด้วยตัวเอง
คนที่เป็นอัมพฤกษ์ การก้าวขาลงจากรถ ก้าวขึ้นทางเท้า ก้าวขึ้น-ลงบันไดด้วยตัวเองคงจะเป็นไปไม่ได้ แค่จะเดินเฉยๆยังลำบากเลย ขนาดผมและผู้หญิงคนนั้นพยุงแกขึ้นตึกเพื่อไปห้องน้ำและกลับมาส่งที่รถ ยังใช้เวลาไปถึงครึ่งชั่วโมงกว่า
แม้จะใช้เวลานานขนาดนั้น แต่เมื่อกลับมาที่รถ ก็ยังไร้วี่แววของลูกชายที่เป็นอาจารย์อยู่ดี
พวกเรา3คนจึงต้องช่วยกันพยุงแกกลับไปนั่งในรถ พร้อมแง้มประตูเอาไว้ให้ เพื่อให้แกได้มีอากาศหายใจบ้าง
ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันคุณลุงแกก็ได้อวยพรพวกเรา ระหว่างนั้น ผมสังเกตเห็นน้ำตาของคุณลุงได้มาคลออยู่รอบๆดวงตา ยิ่งให้รู้สึกสะเทือนใจว่าทำไมลูกชายแกถึงปล่อยพ่อเอาไว้แบบนี้ แม้แต่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ก็ไม่คิดจะใส่ให้ด้วยซ้ำ
ถ้าหากผมไม่จอดรถที่สามย่าน
ถ้าหากผมไม่เลือกที่จะเดินไปสยาม
ถ้าหากผมไม่ตัดสินใจเข้าไปช่วยเหลือ
คุณลุงแกจะเป็นไงนะ...
สรุปแล้ว ไม่รู้ว่ามีNeko Jumpจริงรึเปล่า เพราะกว่าจะไปถึงก็5โมงกว่าแล้ว แต่ก็ยังทันDoxละน่า

เห็นเขาบอกกันว่าหน้าเราไปโผล่บนจอเวทีตั้งหลายรอบ ไอ้เราก็มัวแต่โดด ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเลยน่าอายจริงๆ

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2006-11-27 16:01